Skip to content

ริดสีดวงเกิดจากอะไร? รู้สาเหตุก่อน ดูแลได้ตรงจุด

หลายคนเป็นริดสีดวงโดยไม่รู้ตัวมานาน กว่าจะรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติก็มักจะเป็นช่วงที่หนักแล้ว บางคนมีเลือดออกขณะถ่าย บางคนรู้สึกเจ็บหรือคันบริเวณทวารหนัก และหลายคนสงสัยว่า ริดสีดวงเกิดจากอะไรกันแน่?

บทความนี้จะอธิบายสาเหตุของริดสีดวงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้คุณเข้าใจต้นตอของปัญหา และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกทิศทางตั้งแต่วันนี้


ริดสีดวงทวารคืออะไร?

ระยะริดสีดวง

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) คือภาวะที่หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักและส่วนปลายของลำไส้ใหญ่เกิดการบวมพองหรือยืดตัวออกมา บางครั้งเห็นเป็นติ่งนูนที่บริเวณรูทวาร

ริดสีดวงแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ริดสีดวงภายใน ซึ่งอยู่ด้านในลำไส้ตรง มักไม่เจ็บแต่อาจมีเลือดออก และ ริดสีดวงภายนอก ซึ่งอยู่ที่ขอบทวารหนัก มักปวดและคันได้ชัดเจนกว่า

โรคนี้พบได้บ่อยมากในประชากรทั่วไป โดยเฉพาะในผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีพฤติกรรมนั่งนาน กินใยอาหารน้อย และดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน

ริดสีดวงทวาร 4 ระยะ

ระยะที่ 1

มีติ่งขนาดเล็กอยู่ในทวารหนัก

  • ยังไม่ยื่นออกมานอกทวาร
  • อาจมีเลือดออกเล็กน้อยขณะถ่าย
  • ไม่เจ็บปวด เพราะอยู่เหนือเส้นประสาทรับความเจ็บปวด
  • ✅ ดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรม + เสริมใยอาหาร

ระยะที่ 2

ติ่งขยายใหญ่ขึ้น ยื่นออกมาขณะเบ่งถ่าย แล้วหดกลับเองได้

  • ยื่นออกมาตอนถ่าย แต่กลับเข้าไปเองหลังถ่ายเสร็จ
  • อาจมีเลือดออก คัน หรือรู้สึกแน่นบริเวณทวาร
  • ยังไม่เจ็บมากถ้าไม่มีลิ่มเลือด
  • ✅ ดูแลได้ด้วยการปรับพฤติกรรม + ยาทา + เสริมใยอาหาร

ระยะที่ 3

ติ่งยื่นออกมา ต้องใช้มือดันกลับเข้าไป

  • ไม่หดกลับเองอีกต่อไป ต้องใช้นิ้วดันเข้า
  • มีอาการคัน เจ็บ และมีเลือดออกบ่อยขึ้น
  • รู้สึกไม่สบายเวลานั่งหรือเดิน
  • ⚠️ ควรพบแพทย์ อาจต้องรักษาด้วยการฉีดยา จี้ไฟฟ้า หรือรัดยาง

ระยะที่ 4

ติ่งยื่นออกมาถาวร ดันกลับไม่ได้อีก

  • ยื่นออกมาตลอดเวลา ไม่สามารถดันกลับได้
  • เจ็บปวดรุนแรง มีเลือดออกมาก
  • อาจมีลิ่มเลือดอุดตันทำให้อักเสบเฉียบพลัน
  • 🚨 ต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง มักต้องผ่าตัด

ตารางสรุปเปรียบเทียบ 4 ระยะ

ระยะอาการยื่นออกมาไหมกลับเองได้ไหมการดูแล
1เลือดออกเล็กน้อย❌ ไม่ยื่นปรับพฤติกรรม + ใยอาหาร
2เลือดออก คัน✅ ยื่นตอนเบ่ง✅ กลับเองยาทา + ใยอาหาร
3เจ็บ คัน เลือดออก✅ ยื่นตลอด❌ ต้องดันกลับพบแพทย์
4เจ็บมาก เลือดออกมาก✅ ยื่นถาวร❌ ดันไม่กลับผ่าตัด

ริดสีดวงเกิดจากอะไร? 7 สาเหตุหลักที่ต้องรู้

1. ท้องผูกเรื้อรังและการเบ่งถ่ายแรง

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดริดสีดวง เมื่ออุจจาระแข็ง ร่างกายจะต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติ แรงดันที่เพิ่มขึ้นซ้ำ ๆ ทุกวันจะทำให้หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักถูกบีบอัดจนโป่งพองและกลายเป็นริดสีดวงในที่สุด

ผู้ที่ท้องผูกบ่อย นั่งบนโถส้วมนานเกิน 10–15 นาทีต่อครั้ง หรือเบ่งถ่ายทุกวัน มีความเสี่ยงเป็นริดสีดวงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน

2. กินใยอาหารน้อยเกินไป

ใยอาหารคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายได้ง่าย เมื่อร่างกายได้รับใยอาหารน้อยเกินไป อุจจาระจะแห้งและแข็ง นำไปสู่การเบ่งถ่ายแรง ซึ่งเป็นวงจรที่ทำให้ริดสีดวงเกิดและแย่ลงเรื่อย ๆ

คนไทยส่วนใหญ่ได้รับใยอาหารเพียง 10–15 กรัมต่อวัน ทั้งที่ร่างกายต้องการอย่างน้อย 25–30 กรัม การขาดใยอาหารในระยะยาวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงริดสีดวงที่คนมักมองข้าม

3. ดื่มน้ำน้อย

น้ำและใยอาหารทำงานร่วมกัน ถ้ากินใยอาหารแต่ดื่มน้ำน้อย ใยอาหารก็ไม่สามารถดูดซับน้ำและพองตัวได้ตามปกติ อุจจาระก็ยังแห้งอยู่ดี

การดื่มน้ำน้อยกว่า 6–8 แก้วต่อวันเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงท้องผูกและนำไปสู่ริดสีดวงในระยะยาว

4. นั่งนานหรือยืนนานติดต่อกัน

พนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานหน้าจอทั้งวัน หรืออาชีพที่ต้องยืนนาน เช่น ช่างตัดผม พนักงานขาย มีความเสี่ยงริดสีดวงสูงกว่าปกติ เพราะแรงกดต่อหลอดเลือดดำในบริเวณอุ้งเชิงกรานไม่ได้ลดลงเลยตลอดทั้งวัน

การลุกเดินทุก 1–2 ชั่วโมงจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และลดความดันต่อหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก

5. น้ำหนักเกินและโรคอ้วน

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะสร้างแรงกดต่อหลอดเลือดในช่องท้องและบริเวณอุ้งเชิงกรานตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อนั่งหรือยืน ทำให้หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักต้องรับแรงดันมากกว่าปกติและเสี่ยงโป่งพองได้ง่าย

6. ตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์ มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะกดทับหลอดเลือดดำในบริเวณอุ้งเชิงกราน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ง่ายขึ้น ทำให้สตรีตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเป็นริดสีดวงสูงมาก โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3

7. กรรมพันธุ์และอายุที่มากขึ้น

หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นริดสีดวง โอกาสที่คุณจะเป็นก็สูงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ เนื้อเยื่อรองรับในบริเวณทวารหนักจะอ่อนแอลงตามอายุ ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงเป็นริดสีดวงได้ง่ายขึ้น แม้จะไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็ตาม


สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังเป็นริดสีดวง

  • มีเลือดสดออกทางทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ
  • รู้สึกคัน เจ็บ หรือแสบบริเวณรูทวาร
  • รู้สึกว่ามีก้อนหรือติ่งเนื้อนูนออกมา
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือมีแรงดันบริเวณทวารหนัก
  • เจ็บปวดขณะนั่งหรือเดิน

หมายเหตุ: อาการเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นนอกจากริดสีดวงได้ โดยเฉพาะเลือดออกทางทวารหนัก ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง


ริดสีดวงป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม

เปรียบเทียบอาหารไฟเบอร์สูงกับอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ด พร้อมพนักงานออฟฟิศนั่งเครียด สื่อถึงพฤติกรรมเสี่ยงท้องผูกและริดสีดวงจากการกินใยอาหารน้อย

ริดสีดวงส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถแก้ไขได้ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ สม่ำเสมอจะช่วยให้คุณห่างไกลจากริดสีดวงและลดโอกาสที่อาการจะกลับมา

สิ่งที่ควรทำ:

  • เพิ่มใยอาหารในทุกมื้ออาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • อย่านั่งโถส้วมนานเกินความจำเป็น
  • ลุกเดินทุก 1–2 ชั่วโมงระหว่างนั่งทำงาน
  • ออกกำลังกายเบา ๆ สม่ำเสมอ เช่น เดิน ว่ายน้ำ
  • อย่าเบ่งถ่ายแรงหรือรีบเร่ง รอให้อุจจาระพร้อมเอง

เมื่อปรับพฤติกรรมแล้ว ควรเสริมใยอาหารด้วยไหม?

ผู้หญิงนั่งในห้องน้ำมีอาการปวดและขับถ่ายลำบาก สื่อถึงปัญหาริดสีดวง ท้องผูก และอาการเจ็บบริเวณทวารหนักในชีวิตประจำวัน

สำหรับคนที่กินใยอาหารไม่เพียงพอในชีวิตประจำวัน หรือมีปัญหาระบบขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ การเสริมใยอาหารจากแหล่งธรรมชาติอาจช่วยให้การดูแลสุขภาพลำไส้ทำได้ง่ายขึ้น

ริดจิ (Ridji) คืออาหารเสริมจากสารสกัดสมุนไพรและใยอาหารจากผงบุก (Glucomannan) ที่ช่วยเพิ่มปริมาณกากในลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มลงและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ลดแรงเบ่งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ริดสีดวงเกิดและแย่ลง

ริดจิมีเลข อย. 50-2-05159-5-0051 และผลิตตามมาตรฐาน GMP เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการดูแลระบบขับถ่ายจากภายในอย่างต่อเนื่อง

ริดจิเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการรักษาริดสีดวง หากมีอาการรุนแรงควรพบแพทย์


สรุป: ริดสีดวงเกิดจากอะไร?

ริดสีดวงเกิดจากการสะสมของแรงดันต่อหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักเป็นเวลานาน โดยปัจจัยหลักคือ ท้องผูกเรื้อรัง กินใยอาหารน้อย ดื่มน้ำน้อย นั่งนาน และน้ำหนักเกิน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ในชีวิตประจำวัน

การรู้สาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ และเริ่มปรับพฤติกรรมก่อนที่อาการจะหนัก คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากริดสีดวงในระยะยาว


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลสุขภาพทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

This website uses cookies to enhance your browsing experience and ensure the site functions properly. By continuing to use this site, you acknowledge and accept our use of cookies.

Accept All Accept Required Only