ไลโคปีน (Lycopene) คือสารสีแดง-ส้มในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม ฝรั่ง และผลไม้สีแดง-ชมพูอื่นๆ ร่างกายดูดซึมไลโคปีนและสะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะ ต่อมลูกหมาก ตับ ต่อมหมวกไต และผิวหนัง
ไลโคปีนต่างจาก carotenoid ชนิดอื่นอย่างไร
ไลโคปีนไม่ถูกแปลงเป็นวิตามิน A ในร่างกาย (ต่างจากเบตาแคโรทีน) แต่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแรงกว่า เป็นสารที่ร่างกายสะสมได้นานและทำงานปกป้องเซลล์ต่อเนื่อง
แหล่งอาหารที่มีไลโคปีนสูง
| อาหาร | ปริมาณไลโคปีน (ต่อ 100 กรัม) |
|---|---|
| ซอสมะเขือเทศ (canned) | 15,000–16,000 ไมโครกรัม |
| มะเขือเทศต้ม/อบ | 7,000–10,000 ไมโครกรัม |
| น้ำมะเขือเทศ | 9,000 ไมโครกรัม |
| มะเขือเทศสด | 2,500–3,000 ไมโครกรัม |
| แตงโม | 4,500 ไมโครกรัม |
| ฝรั่ง | 5,200 ไมโครกรัม |
| มะละกอสุก | 2,000 ไมโครกรัม |
ทำไมผู้ชายควรสนใจไลโคปีนเป็นพิเศษ
ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่มีความเข้มข้นของไลโคปีนสูงที่สุดในร่างกายผู้ชาย การที่ระดับไลโคปีนในต่อมลูกหมากลดลงสัมพันธ์กับการเพิ่มของความเสี่ยงปัญหาต่อมลูกหมาก งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการได้รับไลโคปีนสม่ำเสมอสัมพันธ์กับสุขภาพต่อมลูกหมากที่ดีกว่า
ดูแลสุขภาพผู้ชาย
Tomazing Plus 2 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไลโคปีนจากมะเขือเทศและสังกะสี เหมาะสำหรับผู้ชายที่ต้องการดูแลสุขภาพต่อมลูกหมาก
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
FAQ
ไลโคปีนกินเท่าไหรต่อวัน? ปริมาณที่แนะนำในงานวิจัยส่วนใหญ่คือ 6–15 มก./วัน ซึ่งได้จากมะเขือเทศสุกปรุงสุกประมาณ 1–2 ช้อนโต๊ะซอสมะเขือเทศ หรือมะเขือเทศสด 2–3 ลูก
ไลโคปีนเสริมอาหารดีกว่ากินจากมะเขือเทศไหม? ทั้งสองได้ผล แต่ไลโคปีนจากอาหารจริงมักดูดซึมได้ดีกว่าเมื่อกินร่วมกับไขมัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยให้ได้ปริมาณที่แน่นอนสม่ำเสมอ
